Thu. Nov 26th, 2020

คณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย แสดงความห่วงใย

24 มี.ค. 2563 / บทเรียนที่ต้องรู้ : เมื่อต้องอยู่รอดในภาวะวิกฤติโควิด-19
ก่อนที่โควิด-19 จะระบาดไปทั่วทวีปยุโรปและอเมริกาขณะนี้ ก่อนหน้านี้เริ่มต้นที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนและลุกลามไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนเอเชียได้เรียนรู้และปรับวิถีชีวิตของตนเองตั้งแต่เดือนมกราคมภายหลังที่เชื้อไวรัสระบาดไปยังฮ่องกง สิงคโปร์และไต้หวัน
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนทั่วทั้งเอเชียต้องหยุดงานและอยู่กับบ้าน เด็กต้องหยุดเรียน ประชาชนทั่วไปต้องเรียนรู้การดำรงชีวิตท่ามกลางโรคระบาด ซึ่งต่อไปนี้คือคำแนะนำการตั้งสติและใช้ชีวิตให้ปลอดภัยจากผู้ที่เคยอยู่ในเมืองท่ามกลางโรคระบาดโควิด-19

ตั้งสติ
“คุณต้องมีสติ จำไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว คุณไม่ได้ผิดที่กลัว คุณจะต้องผ่านมันไปให้ได้ ทำทุกๆ วันให้เหมือนวันใหม่ อย่าคิดว่าเป็นวันสุดท้าย คุณจะต้องคิดบวกและมีอารมณ์ขันอยู่เสมอ แม้ว่าคุณยังจะต้องสวมหน้ากากและต้องคอยทำความสะอาดฆ่าเชื้ออยู่ตลอดเวลา” Stephanie Young อายุ 39 ปี นักบำบัดวิทยา คุณแม่ลูกสองในฮ่องกงบอก

ลูกคุณต้องแข็งแรง
Nicole Serje อายุ 43 ปี คุณแม่ลูกสาม ที่ต้องดูแลลูกอยู่แต่ในบ้านตั้งแต่เดือนมกราคมที่ฮ่องกง เล่าว่า ไม่ว่าลูกคุณจะอายุเท่าไร แต่เค้าจะต้องมีกิจกรรมออกกำลังกายในแต่ละวันอย่างเพียงพอ ฉันจะให้ลูกทั้งสามคนของฉันมีกิจกรรมนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเดินหรือปั่นจักรยาน และฉันก็ยังให้ลูกๆ ออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงพักการเรียนจากออนไลน์ ถ้าเค้าทำได้ เช่น กระโดดตบ 50 ครั้งหรือทำสควอช (Squat) สัก 20 ครั้ง ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ มีกิจกรรม เพราะถ้าเด็กๆ เครียดหรือกดดันจะรู้สึกหงุดหงิด ถ้าโรงเรียนไม่มีการบ้านออนไลน์ ก็จะหากิจกรรมเสริมให้ ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับเลข ภาษา วิทยาศาสตร์ เพื่อให้เป็นกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติมากที่สุด
สุขภาพจิตที่ดี

ขณะที่ Luke Schroder อายุ 38 ปี ครูโรงเรียนประถมศึกษาในฮ่องกง แนะนำว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของกิจวัตรประจำวันของคุณคือการมีสุขภาพจิตที่ดี จึงควรลุกจากเก้าอี้และออกห่างจอโทรทัศน์ให้มากที่สุด ซึ่งที่โรงเรียน เด็กๆ จะมีกิจกรรมบ่อยครั้ง ทั้งช่วงพัก ช่วงอาหารกลางวัน แม้กระทั่งในห้องเรียนก็ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว เมื่อเด็กต้องอยู่บ้านจึงจำเป็นต้องขยับร่างกายได้มากที่สุดตลอดทั้งวัน และควรเป็นกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อให้เด็กๆ ได้พักสมองและออกกำลังกายอย่างมีอิสระและพักผ่อนได้อย่างเพียงพอ

พูดคุยกับลูกเรื่องโควิด-19
“การจะพูดเรื่องโควิด-19 แต่ละระดับก็ขึ้นอยู่กับระดับอายุและการเรียนรู้ของเด็กแต่ละวัยว่าจะอธิบายเรื่องไวรัสโควิด-19 อย่างไรให้สอดคล้องกับการรับรู้ของเด็กแต่ละระดับ ในเอเชีย คุณอาจจะคุยเรื่องการล้างมือ เท้าและปาก และโรคเหาซึ่งเป็นโรคระบาดทั่วไป เราเลือกให้เค้าเข้าใจเทียบกับสิ่งที่เขาคุ้นเคยและเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่จะเข้าใจต่อไวรัสและไม่รู้สึกหวาดกลัวจนเกินไป เรารู้ว่าสื่อมวลชนเองก็เผยแพร่เพียงแต่เราก็รู้ว่าควรจะจำกัดการรับรู้ของเค้าอย่างไรเพียงไร แต่สำหรับเด็กโตแล้ว ครูสามารถสอนเด็กให้เข้าถึงข้อมูลลึกๆได้เพื่อร่วมรับรู้สึกกับพ่อแม่ได้ในทางใดทางหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็จะสร้างสมดุลกับข่าวสารที่เค้าได้รับด้วย” Stephanie Young นักบำบัดวิทยา วัย 39 ปี และคุณแม่ลูกสองในฮ่องกงกล่าว

ออกห่างแต่ไม่โดดเดี่ยว
สำหรับ Shereen Ayub อายุ 30 ปี ถ่ายทอดประสบการณ์การกักกันตัวเองในบ้านที่กรุงปักกิ่ง 14 วัน โดยบอกว่า เข้าใจดีเมื่อต้องอยู่เพียงลำพังเพื่อป้องกันโควิด-19 เมื่อกลับมาดึงสหรัฐอเมริกา จึงพยายามเตือนเพื่อนและสมาชิกในครอบครัว เพื่อเริ่มฝึกการอยู่ห่างกันเพื่อป้องกันโควิด-19 ซึ่งไม่ได้ทำให้เราต้องแยกออกจากสังคมโดยสิ้นเชิง ยังสามารถพบปะ ผ่านการโทรศัพท์พูดคุยกับเพื่อนทางโทรศัพท์เป็นประจำ ยังกินข้าวกลางวัน ดื่มกาแฟพูดคุย หรือแม้กระทั่งไปออกกำลังกายร่วมกันผ่าน FaceTime และแสดงความห่วงใยผ่ารโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลกับเพื่อนและครอบครัวเป็นประจำ

ทำงานจากบ้าน แต่ต้องรู้จักพัก
ทางด้านของ Ashton Smalling ครูภาษาอังกฤษจากเท็กซัส ที่ทำงานอยู่ในกรุงโซล เกาหลีใต้ แนะนำให้จัดระเบียบการทำงานและการใช้ชีวิตในบ้านให้แยกจากกันชัดเจน โดยจัดแบ่งพื้นที่ในคอนโดที่พักเป็นสัดส่วนไว้สำหรับทำงาน ขณะที่ Jeremy Tan นักเขียนในสิงคโปร์ วัย 28 ปี บอกให้ต้องรู้จัก “พัก” ด้วยการลากตัวเองออกมาจากเก้าอี้ มองไปยังหน้าต่างพร้อมกับตั้งสติ ไม่เช่นนั้นจะกดดันเกินไปและจะสูญเสียกำลังใจตัวเอง
กักกันแต่ไม่กดดัน

POST